การกำจัดเอทิลีนด้วยปฏิกิริยาโฟโตแคตะไลติกโดย TiO2/WO3 เคลือบบนเส้นใยไฟโบรอินจากไหม ด้วยเทคนิคอิเล็กโตรสปินนิ่ง
Photocatalytic Degradation of Ethylene by TiO2/WO3 on Electrospun Silk Nanofiber

ไพลิน เงาตระการวิวัฒน์
ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรี 20130
หน่วยวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานทางเลือกเพื่อภาคอุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
โทรศัพท์ : 038102222, โทรสาร : 03874860
E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ฤดีมาศ ถาเป็ง
ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรี 20130

Manuscript received December 18, 2018
Revised February 22, 2019

บทคัดย่อ
เอทิลีนความเข้มข้นสูงเป็นสาเหตุหนึ่งในการก่อให้เกิดมลพิษ ในขณะที่เอทิลีนความเข้มข้นต่ำที่เกิดจากการหายใจของผลไม้ สามารถเร่งให้ผลไม้เกิดการสุกเร็วขึ้น การควบคุมปริมาณเอทิลีนในบรรจุภัณฑ์ด้วยปฏิกิริยาโฟโตแคตะไลติก เป็นแนวทางหนึ่งในการเก็บรักษาผลไม้ งานวิจัยจึงพัฒนาวัสดุรองรับไฟโบรอินจากเส้นใยไหม ขึ้นรูปด้วยเทคนิคอิเล็กโตรสปินนิ่ง ที่สภาวะเครื่องกำเนิดศักย์ไฟฟ้ากำลังสูง 30 kV ระยะระหว่างปลายเข็มกับฉากรองรับ 8 cm และอัตราการป้อนสาร 4 ml/h และเคลือบทับด้วยโลหะออกไซด์ (TiO2 และ WO3) โดยศึกษาลำดับการเคลือบโลหะออกไซด์ 2 แบบ คือ TiO2 เคลือบทับ WO3 ที่ติดบนเส้นใย (TiO2/WO3) และ WO3 เคลือบทับ TiO2 ที่ติดบนเส้นใย (WO3/TiO2) อีกทั้งปรับสัดส่วนโมลของ TiO2:WO3 ที่ 1:0.4 ถึง 1:1.1 เพื่อกำจัดเอทิลีนในอากาศชื้น ความเข้มข้นเริ่มต้น 40 ppm พบว่าการเคลือบ TiO2/WO3 บนเส้นใยสามารถกำจัดเอทิลีนได้สูงกว่า WO3/TiO2 บนเส้นใย ถึง 1-1.5 เท่า ที่สัดส่วน1:0.7 และ 1:1.1 อาจเป็นเพราะการแยกกันของอิเล็กตรอนและโฮล ทำให้โฮลเคลื่อนที่ไปยังพื้นผิวของ TiO2 เกิดปฏิกิริยากับน้ำเกิดเป็นไฮดรอกซิลแรดิคัล ที่สามารถสัมผัสกับเอทิลีนในอากาศได้ดี ทำให้ประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ TiO2/WO3 ที่สัดส่วนโดยโมล 1:0.7 สามารถกำจัดเอทิลีนได้ดีที่สุดคือ 22.13 mmolC2H4/molTiO2 ซึ่งมากกว่า TiO2 บนเส้นใย 1.4 เท่า โดยที่ WO3 บนเส้นใยนาโนไฟโบรอินไม่สามารถกำจัดเอทิลีนได้ แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันระหว่าง TiO2-WO3 ในการแยกอิเล็กตรอนกับโฮลทำให้เกิดปฏิกิริยาโฟโตแคตะไลติกได้ดีขึ้น

คำสำคัญ : เอทิลีน ไททาเนียมไดออกไซด์ ทังสเตนไตรออกไซด์ โฟโตแคตะไลติก ไฟโบรอิน อิเล็กโตรสปินนิ่ง

ABSTRACT
Anthropogenic ethylene at high concentrations in air is considered to be one of pollutant sources while the low concentration of ethylene naturally releasing from respiration in fruit could play an important role in the repining. Controlling ethylene concentration in active packaging by photocatalytic reactions is an alternative way to prolong shelf-life after harvesting. This research aims to develop the electrospun nanofiber from silk fibroin as a support. Several electrospinning parameters were controlled by applied high voltage of 30 kV, the distance between the needle and the collector of 8 cm and the flow rate of fibroin solution at 4 ml/h. The as-prepared electrospun fiber were coated with TiO2 and WO3 with 2 different patterns; TiO2 coated on WO3 immobilized on fiber (TiO2/WO3) and vice versa (WO3/TiO2). Moreover, the effect of TiO2:WO3 mole ratios (1:0.4 to 1:1.1) on ethylene removal from humid air with the initial ethylene concentration of 40 ppm were also investigated. The results show that TiO2/WO3 exhibited ethylene removal 1-1.5 times higher than WO3/TiO2 at mole ratios of 1:0.7 and 1:1.1. This higher efficiency may attribute to the charge separation effect resulting from synergetic effect of TiO2 and WO3, which can cause photo-excited holes to transfer to the surface of TiO2 and further reacted with water to form hydroxyl radical. The radicals initially induced decomposition of ethylene to CO2 and water. Furthermore, TiO2/WO3 at mole ratio of 1:0.7 showed the excellent ability to remove ethylene of 22.13 mmolC2H4/molTiO2 which is 1.4-times higher than that of TiO2 while WO3 could not remove ethylene. This emphasized the charge separation could be enhanced the photocatalytic efficiency.

Keywords: ethylene; titanium dioxide; tungsten trioxide; photocatalytic; fibroin; electrospinning.

pdf01pdf File Size: 582.51 KB 





Outcome-based Education about Solar Cell using Basic Electric Circuit Analysis for Undergraduates

Suchada Sitjongsataporn, Pongsack Promwong, Vasin Boonsobhak, Prayoon Jaungjan  and Chitpong Naphaphan
Department of Electronic Engineering, Mahanakorn Institute of Innovation (MII) Faculty of Engineering, Mahanakorn University of Technology
140 Cheumsamphan Rd., Kratumrai, Nongchok, Bangkok 10530 Thailand
E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it., This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it., This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it., This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. and This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Manuscript received April 18, 2019
Revised June 14, 2019

ABSTRACT
This paper presents the outcome-based education about solar cells in the course of EECC0292 Engineering Laboratory using basic electric circuit analysis. It focuses on deploying problem-based learning and active learning. This is a result-oriented learning scheme that centers on the engineering undergraduates and instructors will be responsible for organizing learning process through activities concerned about solar cell based on active learning. The objective of this approach is to understand and develop the knowledge skills of students in the hard and soft skills.

Keywords: Outcome-based learning, Problem-based learning, Solar cells, Basic electric circuit analysis

pdf01pdf File Size: 1.81 MB 





การพัฒนาการสอนเสริมส่วนปฏิบัติการในรายวิชาวิเคราะห์โครงข่ายไฟฟ้าเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน และสามารถใช้งานได้จริง
Development of special laboratory course on electrical network analysis for active-based learning and practical prototype

ประสูตร เดชสุวรรณ
ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สถาบันนวัตกรรมมหานคร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Manuscript received March 11, 2019
Revised May 19, 2019

บทคัดย่อ
บทความจะนำเสนอการปรับการสอนในส่วนเสริมปฏิบัติการในวิชาวิเคราะห์โครงข่ายไฟฟ้าเพื่อให้ผู้เรียนสามารถออกแบบวงจรไฟฟ้าและสามารถพัฒนาวงจรที่ออกแบบให้นำไปสร้างเป็นเครื่องต้นแบบใช้งานจริง โดยจะแบ่งเป็นสามขั้นตอนคือ 1.ศึกษาปัญหาที่สามารถจะนำเครื่องมือหรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ 2.ออกแบบวงจรและทำการจำลองการทำงานด้วยโปรแกรมวิเคราะห์วงจรไฟฟ้า เช่น LTspice OrCAD 3.ออกแบบแผ่นวงจรพิมพ์(PCB; Printed circuit board) เพื่อนำไปสร้างเครื่องต้นแบบสำหรับพัฒนาใช้งานจริง โดยจุดประสงค์ที่พัฒนาดังกล่าวเพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้ที่ได้เรียนมา ออกแบบและสร้างวงจรไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้จริง เพื่อจบออกไปเป็นวิศวกรที่สามารถสร้างนวัตกรรม ตั้งแต่การออกแบบจนสู่กระบวนการผลิตในคนๆเดียว โดยใช้การเรียนรู้แบบมุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Education) เข้ามาเป็นรูปแบบการเรียนการสอน และใช้การวัดผลแบบ KAPIS

คำสำคัญ : Outcome-based Education, KAPIS, การพัฒนาการสอน วิชาวิเคระห์โครงข่ายไฟฟ้า LTspice, EasyEDA, prototype

ABSTRACT
This paper presents the development of special laboratory in the course of electrical network analysis which students can design the circuits and develop them for practical prototype. The procedure consists of three steps as 1) To study and understand the problem and find the solution using equipment or electronic circuit. 2) To design and simulate by software for electrical analysis such as LTspice and OrCAD. 3) To design the printed circuit board for practical prototype. The objective of this development is that can help the students to design, create and make the practical prototype by using the outcome-based learning and KAPIS evaluation.

Keywords: Outcome-based Education, KAPIS, LTspice, EasyEDA, prototype.

pdf01pdf File Size: 717.87 KB 





ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ
Factors Affecting the Acceptance of Linking Data between Government and Business Sectors

อานนท์ หย่องฮวย และ อานนท์ ทับเที่ยง
วิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
126 อาคาร CB5 ชั้น 8 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140

Manuscript received April 5, 2019
Revised June 24, 2019

บทคัดย่อ
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยได้นำแนวคิดทฤษฎีหลักเกี่ยวกับ ทฤษฎีการยอมรับด้านเทคโนโลยี (UTAUT)  และ แบบจำลองทีดัดแปลงจากทฤษฎีการยอมรับด้านเทคโนโลยี (UTAUT) ทีใช้ในการศึกษาอิทธิพลต่อการยอมรับและการใช้เทคโนโลยีข้อมูลแบบเปิด แนวคิดที่เกี่ยวกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล แนวคิดเกี่ยวกับแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และแนวคิดรัฐบาลเปิด Open Government Maturity Model (OGMM) มาประยุกต์ใช้ในการสร้างกรอบแนวคิดซึ่งประกอบไปด้วยปัจจัยด้านความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ (Performance Expectancy) ด้านความคาดหวังในความพยายาม (Effort Expectancy) ด้านอิทธิพลทางสังคม (Social Influence) ด้านความสามารถทางดิจิทัล (Digital Capabilities) การสนับสนุนจากภาครัฐ (Government Policy Support) ความสมัครใจในการใช้งาน (Voluntariness Of Use) เพื่อศึกษาหาอิทธิพลของปัจจัยทั้งหมดต่อการยอมรับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยเก็บแบบสอบถามจำนวน 420 ตัวอย่างจากกลุ่มตัวอย่างภาครัฐและภาคธุรกิจที่เคยแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเครือข่ายออนไลน์ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลในลักษณะทางเดียว (One-way Communication) หรือ ลักษณะสองทาง (Two-way Communication) ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยด้านความสมัครใจในการใช้งาน การสนับสนุนจากภาครัฐ ความคาดหวังในความพยายาม และอิทธิพลทางสังคม ส่งผลต่อการยอมรับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ABSTRACT
This research is a study of Factors Affecting the Acceptance of Linking Data Between Government and Business Sectors. By applying the main theoretical concepts about Technology acceptance theory (UTAUT) and adapted models from the technology acceptance theory (UTAUT) used in the study influence on acceptance and use of open data technology. The concept of digital government development plans for economy and society And the concept of the Open Government Maturity Model (OGMM) to be used in creating a conceptual framework which consists of performance expectancy, Effort Expectancy, social influence, Digital Capabilities, Government Policy Support, Voluntariness of use to study the influence of all factors on the acceptance of data links between government and business sectors. By collecting 420 questionnaires from government and business sectors that used to exchange information on an online network such as one-way communication or two-way communication. That voluntary factors in use Government support Expectation and social influence Affecting the acceptance of government data linkage with statistical significance at the level of 0.05

Keywords: Data Integration, Open Data, Big Data, Data Science, Data Analytics, Innovation Management, Digital Transformation, Engineering Management.

pdf01pdf File Size: 609.12 KB 





Mahanakorn Satellite Receiving Station
Part I : System Architecture and Preliminary Results

S. Purivigraipong and S. Jatarang
ThaiPaht Satellite Research Centre, Mahanakorn University of Technology, Bangkok, Thailand.

Manuscript received March 30, 2019
Revised June 1, 2019

ABSTRACT

This paper presents the Mahanakorn Satellite Receiving Station (MARS). The requirements on downstream applications are proposed to select the type of sensors on-boarded the direct broadcast satellites. The communication concern and link budget are taken into account for choosing the suitable COTS (commercial-off-the-shelf) RF module for setting up ground receiving station. The MARS architecture consists of three major subsystems; antenna subsystem, acquisition subsystem, and data processing & solution subsystem. In the antenna subsystem, the dedicated X/L band 2.4 metre parabolic antenna mounted on 3-axis positioner is performed to track and receive satellite signals. The COTS of RF feeder, LNA (Low Noise Amplifier) and RF downconverter is performed for providing IF (Intermedia Frequency) signal. The COTS DSP (Digital Signal Processing) based digital receivers are used in the acquisition subsystem. The operational aim of MARS is to receive the direct broadcast signal from Earth Observing Satellites (EOS) which are orbiting in LEO (Low Earth Orbit). The MARS has capability to track and receive the series of NASA’s EOS and NOAA’s EOS. Preliminary testing of satellite signal tracking and satellite images production are performed for verifying the system capabilities.

Keywords: satellite receiving station, signal acquisition, receiving satellite images from direct broadcast EOS.

pdf01pdf File Size: 787.57 KB 





การประมวลสัญญาณความเครียดจาก การวิเคราะห์เชิงไฟไนต์เอลิเมนต์ของโหลดเซลรูปวงแหวนกลม
Strain Signal Processing from Finite Element Analysis of Circular Ring Load Cell

ฐิตะพล หุยะนันท์
ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กรุงเทพฯ 10530
ติดต่อ: โทรศัพท์: 0-2988-3655, โทรสาร: 0-2988-3666 ต่อ 3106
E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Manuscript received April 15, 2019
Revised June 5, 2019

บทคัดย่อ
บทความนี้นำเสนอการจำลองเชิงไฟไนต์เอลิเมนต์ของโหลดเซลรูปวงแหวนกลมจากวัสดุ Al6061 ภายใต้การรับแรงแบบสองแกน ผลเฉลยที่ได้จากแต่ละตำแหน่งอ้างอิงเชิงมุมที่เหมาะสมสำหรับติดตั้งสเตรนเกจตามงานล่าสุดของ Huyanan ถูกนำมาใช้ประมวลสร้างสัญญาณความเครียดเฉลี่ยที่เป็นสัดส่วนกับแรงองค์ประกอบที่วัดได้ของแต่ละแกน ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นว่า สัญญาณความเครียดเฉลี่ยแต่ละแกนตอบสนองอย่างเป็นเชิงเส้นต่อแรงองค์ประกอบที่วัดได้ตามสมการถดถอยเชิงเส้นทั้งสองที่นำเสนอด้วยค่าสัมประสิทธิ์แสดงการตัดสินใจไม่ต่ำกว่า 0.9985 ทั้งยังพบว่า ค่า Sensitivity ในการวัดแรงตามแนวสัมผัสและการวัดในแรงแนวรัศมีเท่ากับ 1.4538 0.0179 N/με และ 2.7120 0.0381 N/με ตามลำดับ ค่าความคลาดเคลื่อนเมื่อเทียบสัญญาณที่ได้จากการวัดของโหลดริงที่นำเสนอกับ Input signal มีค่าน้อยกว่า Background noise signal ที่วิเคราะห์ได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการดำเนินงานวิจัยนี้บรรลุความสำเร็จตามจุดประสงค์

คำสำคัญ : โหลดเซลรูปวงแหวนกลม เครื่องมือวัดแรง การประมวลสัญญาณความเครียด การวิเคราะห์เชิงไฟไนต์เอลิเมนต์

ABSTRACT
This paper presents the finite element simulations of Al6061 circular ring load cell under two-force loading. The solution taken from each appropriated angular position for installing strain gauges based on Huyanan’s recent work was processed to generate an average strain signal proportional to a measured force component in each axis. The outcome shows that each average strain signal linearly responses to its measured force component as proposed in both linear regression equations with the coefficients of determination not less than 0.9985. In addition, it also shows that both sensitivities of tangential force measurement and radial force measurement are 1.4538 0.0179 N/με and 2.7120 0.0381 N/με in respectively. The comparative error of measured signal from the proposed load ring to the input signal is lower than the analysed background signal. Thus, it can be concluded that this work is successfully conducted to achieve its aim.

Keywords: Circular ring load cell, Force transducer, Strain signal processing, Finite element analysis.

pdf01pdf File Size: 1.81 MB 





Analysis of Reduced Complexity Widely-Linear Adaptive Forgetting-Factor Inverse Square-Root Recursive Least Squares algorithm

Suchada Sitjongsataporn
Department of Electronic Engineering, Mahanakorn Institute of Innovation
Faculty of Engineering, Mahanakorn University of Technology
140 Cheumsamphan Rd., Nongchok, Bangkok 10530 Thailand
Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Theerayod Wiangtong
Department of Electrical Engineering, Faculty of Engineering
King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang
1 Chalongkrung Rd., Ladkrabang, Bangkok 10520 Thailand
Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Manuscript received April 17, 2019
Revised June 15, 2019

ABSTRACT
Based on widely-linear approach, the proposed reduced complexity inverse square-root recursive least squares algorithm is presented with the methods of adaptive forgetting-factor algorithm. The proposed reduced complexity widely-linear approaches based on inverse square-root recursive least squares algorithm is introduced for a relation between widely-linear and reduced complexity mechanism. By using mean square deviation approach, the proposed optimal forgetting-factor mechanism for optimal gain sequence is presented. Adaptive forgetting-factor inverse square-root recursive least squares algorithm is considered with regard to an optimal forgetting-factor algorithm. A reduced-complexity widely-linear inverse square-root recursive least squares algorithm with the adaptive inverse square-root mechanism, called QR-decomposition for single-carrier frequency-domain equalization systems is presented. Simulation results show that the performance of proposed algorithm is shown that similar to widely-linear approach compared with the conventional algorithm.

Keywords: Widely-Linear approach, Reduced complexity scheme, adaptive inverse square-root recursive least squares algorithm, adaptive forgetting-factor algorithm.

pdf01pdf File Size: 1.14 MB 





การศึกษาออกแบบการปรับปรุงขยายระบบประปาของอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี
Rehabilitation and Extension Study for Water Supply System in Chombueng District of Ratchaburi Province

พนิดา สีมาวุธ และ ยุทธศักดิ์ อนันตเดชศักดิ์
สาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
140 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพฯ 10530
E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Manuscript received April 24, 2019
Revised June 19, 2019

บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงและขยายระบบประปาอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี โดยในเบื้องต้นได้ทำการสำรวจพื้นที่โครงการ พบว่าเดิมทีอำเภอจอมบึง มีการจ่ายน้ำประปาด้วยน้ำบาดาลซึ่งประสบปัญหาคุณภาพน้ำไม่ดีประชาชนไม่นิยมบริโภค และยังไม่เพียงต่อความต้องการ ภายหลังจึงได้หาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ที่สามารถรองรับการขยายตัวของระบบประปาเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในอนาคตอีก 15 ปีข้างหน้า จากศึกษาพบว่าอ่างเก็บน้ำห้วยสำนักไม้เต็งซึ่งมีระยะทางห่างออกไปจากพื้นที่โครงการประมาณ 19 กิโลเมตร มีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้ผลิตน้ำประปาได้ จึงได้พิจารณาการออกแบบโดยแยกออกเป็น 2 กรณีคือ กรณีปรับปรุงและขยายระบบประปาโดยใช้น้ำดิบจากบ่อบาดาลร่วมกับน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำห้วยสำนักไม้เต็ง และ กรณีปรับปรุงขยายระบบประปาโดยใช้น้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำห้วยสำนักไม้เต็งเพียงแห่งเดียว จากการศึกษาพบว่ากรณีที่ปรับปรุงขยายระบบประปาโดยใช้น้ำดิบจากบ่อบาดาลร่วมกับน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำห้วยสำนักไม้เต็งนั้นเหมาะสมที่สุดในแง่ของเศรษฐศาสตร์เนื่องจากให้ค่าอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อเงินลงทุน 15 ปี เท่ากับ 0.95 ซึ่งใกล้เคียง 1.0 มากที่สุด โดยจะต้องเพิ่มกำลังการผลิตจาก 150 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เป็น 250 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และปรับเปลี่ยนเส้นท่อบางช่วงให้มีความเหมาะสมกับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ค่าพารามิเตอร์ของการไหลในท่อเป็นไปตามเกณฑ์การออกแบบ

คำสำคัญ : ปรับปรุงประปา, อ่างเก็บน้ำ, กำลังการผลิต

ABSTRACT
The aim of this study is to determine a fundamental appropriation for a rehabilitation and extension of water supply in Chombueng District, Ratchaburi Province. A primary survey demonstrated that Chombueng District has been supplied by ground water. With this unqualified water supply, community did not desire for any consumptions. In order to achieve an adequate need in the next 15 years, other raw water has been determined for supporting the extension of the water supply. Huai Mai Teng reservoir, where locates approximately 19 kilometer away from the project area, has a potential to supply an adequate raw water. This study has been divided into two cases. The first case was implemented by utilizing raw water from both ground water and Huai Mai Teng reservoir. Another case applied to Huai Mai Teng reservoir solely. As the result, the first case was economically indicated as the most appropriate alternative by providing a benefit-cost ratio of 0.95 with duration of 15 years. However, this case required an enhancing of daily capacity from 150 to 250 cubic meters. Some pipe sizes have been adjusted regarding a design criteria.

Keywords: Rehabilitation, reservoir, capacity.

pdf01pdf File Size: 748.79 KB 




mutengineer@gmail.com

Mahanakorn University of Technology

140 Moo 1, Cheum-Sampan Road, Nongchok, Bangkok, Thailand 10530

Tel: +(662)988-3655  Fax: +(662)988-4027

designed by sutit.ongart@gmail.com